แหะ ๆ เมื่อวานบอกมีแถม แต่ที่ไหนได้

ไม่ได้พิมพ์ซะงั้นมัวแต่อ่านบอร์ดอื่นเพลินซะจนลืม

แต่ตอนนี้เอามาลงแล้วจ้า ไปอ่านกันเล้ยยย...

 

 

 

            วัฒนธรรมทางการเมืองของคิวบาเป็นแบบอำนาจนิยมที่ได้สั่งสมมาเป็นเวลานานหลายร้อยปี ตลอดเวลาที่สเปนปกครองคิวบานั้น สเปนได้ใช้วิธีการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางภายใต้การปกครองของผู้ว่าที่ส่งมาจากสเปน แม้จะมีคณะกรรมการบริหารแต่ละเมืองแต่คณะกรรมการเหล่านนี้ก็ต้องรับนโยบายจากผู้ว่าการ และอำนาจสิทธิ์ขาดทั้งหมดก็อยู่ที่ผู้ว่าการซึ่งเป้นตัวแทนของกษัตริย์สเปน ชาวอาณานิคมทั้งที่เป็นชาวสเปนและชาวผิวดำแอฟริกันไม่มส่วนร่วมในการปกครองประเทศ

 

            ต่อมาในสมัยที่อเมริกาเข้ามาปกครองปกครองคิวบาในเวลาอันสั้น แม้อเมริกาจะแสดงให้เห็นว่า ได้พยายามที่จะช่วยคิวบาวางรากฐานการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยสนับสนุนให้มีรัฐธรรมนูญและสถาบันทางการเมืองเหมือนของสหรัฐอเมริกา แต่ในทางปฏิบัติ การปกครองของอเมริกาก็คล้ายคลึงกับของสเปน คือ มีผู้ว่าการฝ่ายทหารที่มีอำนาจเด็ดขาดเข้ามาควบคุมดูแล

 

             ครั้นเมื่อคิวบาเป็นเอกราชโดยสมบูรณ์ ระบอบประชาธิปไตยของคิวบาก็มีอายุไม่ยืนยาว ทั้งนี้เพราะผู้นำส่วนใหญ่ต่างก็นิยมใช้อำนาจเด็ดขาดปกครองประเทศ จนในที่สุดก็ได้ใช้กำลังทหารยึดอำนาจการปกครอง ทำให้ประเทศตกอยู่ในระบบเผด็จการอีกครั้งหนึ่ง (เห็นได้ชัดจากกรณีประธานาธิบดีบาติสต้า)

 

              เมื่อฟิเดล  คาสโตร  ขึ้นสู่อำนาจก็ได้ปกครองประเทศด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นรูปแบบการปกครองแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จมาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้น ประชาชนคิวบาจึงอยู่ภายใต้การปกครองระบอบเผด็จการมาเกือบโดยตลอด ประชาชนมีความเคยชินกับกระบวนการทางการเมืองที่มีผู้นำเด็ดขาด มีบุญบารมีเป็นที่ยอมรับของประชาชน ซึ่งทำให้การตัดสินใจทางการเมืองจากเบื้องบนสู่เบื้องล่าง อุดมการณ์ทางการเมือง สถาบันทางการเมือง และการมีส่วนร่วมโดยตรงของประชาชนไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดนโยบาย หรือก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ

 

             เมื่อประธานาธิบดีบาติสต้า ยังอยู่ในตำแหน่ง อำนาจบริหารประเทศทั้งหมดอยู่ที่ประธานาธิบดีแต่เพียงผู้เดียว ดังนั้น เมื่อบาติสต้าหลบหนีออกไปนอกประเทศในปี ค.ศ. 1958 สถาบันทางการเมืองเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกองทัพ กรมตำรวจ รัฐสภา หรือศาลจึงไม่สามารถปฏิบัติราชการต่อไปได้เพราะขาดผู้สั่งการ และเมื่อฟิเดล คาสโตร เข้ามายึดอำนาจการปกครองแล้ว ฟิเดลเองก็ไม่ได้อาศัยกองทัพ พรรคการเมือง สหภาพกรรมกร หรือจนชั้นชานารายย่อยเป็นกำลังสนับสนุน อีกทั้งยังไม่มีอุดมการณ์ซึ่งโน้มน้าวให้มวลชนสนับสนุนการปฏิวัติเลย คงมีเพียงชนชั้นกลางจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่ให้การสนับสนุนอย่างแท้จริง  ฟิเดล คาสโตรจึงเป็นผู้นำที่โดดเด่นแต่เพียงผู้เดียว ประชาชนเห็นด้วยและสนับสนุนฟิเดล คาสโตร ก็เพราะต้องการให้โค่นล้มบาติสต้าและระบอบเผด็จการเท่านั้น เมื่อฟิเดล คาสโตร ทำได้สำเร็จ ประชาชนก็ยอมรับในตัวฟิเดล คาสโตรในฐานะผู้นำ ไม่ใช่พรรคหรืออุดมการณ์ใดๆ แม้ฟิเดล คาสโตร จะใช้อำนาจเผด็จการเช่นเดียวกับบาติสต้า  แต่ประชาชนส่วนใหญ่ก็ยอมรับการปกครองและการนำของฟิเดล คาสโตร ในฐานะวีรบุรุษที่ต่อสู้เพื่อความยุติธรรมในสังคม และมุ่งสร้างคิวบาให้เป็นรัฐเอกราชที่เข้มแข็งอย่างแท้จริง นอกจากนั้นคุณสมบัติส่วนตัวของฟิเดล คาสโตร ที่เป็นผู้ก่อตั้งและผู้นำขบวนการปฏิวัติมาโดยตลอด ย่อมเป็นที่ยอมรับนับถือของบรรดาทหารจรยุทธ์ ซึ่งต่อมาได้เป็นผู้ที่รับผิดชอบตำแหน่งสำคัญๆของประเทศ

 

              การยึดมั่นในตัวบุคคลโดยไม่ให้ความสำคัญต่อสถาบันทางการเมืองและอุดมการณ์ทางการเมืองนี้เรียกว่า "ลัทธิบูชาตัวบุคคล" (Personalismo) ซึ่งสนับสนุนให้เกิด"ผู้นำ"(Caudillo) ที่มีอำนาจเด็ดขาดสูงสุด เป็นสัญลักษณ์และศูนย์รวมของทุกสิ่งทุกอย่างในสังคมการเมือง ดังนั้น การริเริ่มหรือการกระทำใดๆที่เป็นของฟิเดล คาสโตรจึงเป็นที่มาของแนวนโยบายแห่งรัฐ

             

               ในระยะแรกที่เริ่มทำการปฏิวัตินั้น มีบุคคลจำนวนมากที่เชื่อว่าฟิเดล คาสโตร ยังไม่ได้เป็นคอมมิวนิสต์ เพราะฟิเดลมุ่งเพียงแต่โค่นล้มรัฐบาลเผด็จการของบาติสต้า และขจัดอิทธิพลของอเมริกาให้หมดไปจากคิวบาเท่านั้น จึงเป็นเพียงนักชาตินิยมและนักปฏิวัติหัวก้าวหน้า  ฟิเดลไม่เคยศึกษาสรรนิพนธ์หรือทฤษฎีปฏิวัติของนักคิดคอมมิวนิสต์คนใดคนหนึ่งอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นของคาร์ล มาร์กซ์ เลนิน เหมาเจ๋อตุง หรือโวเหงียนเกี๊ยบ  อุดมการณ์และความคิดของผู้นำคอมมิวนิสต์เหล่านี้เพิ่งจะเข้าไปมีอิทธิพลต่อความคิดของฟิเดลในภายหลัง แม้แต่หนังสือพิมพ์ปราฟดาของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียตฉบับวันที่ 3 มกราคม ค.ศ. 1959 ก็ยังลงข่าวการยึดอำนาจรัฐของฟิเดล คาสโตรว่า ฟิเดลเป็นนักชาตินิยมผู้ต่อต้านเผด็จการและจักรวรรดินิยมแต่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์  ฟิเดลได้แรงบันดาลใจในการปฏิวัติมาจากโฮเซ่ ฮูเลียน มาตร์ตี ผู้ก่อตั้งพรรคปฏิวัติคิวบาในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19   Simon Bolivar นักปฏิวัติชาวเวเนซูเอลา และวีรบุรุษที่มีลักษณะ "ผู้นำ"  คนอื่นๆของลาตินอเมริกา

 

               ในภายหลังเมื่อฟิเดลประกาศตนอย่างเปิดเผยว่าเป็นคอมมิวนิสต์และจัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ขึ้น ประชาชนผู้นิยมและยกย่องศรัทธาฟิเดล คาสโตร ก็พร้อมที่จะเป็นคอมมิวนิสต์ไปตามผู้นำ ดังนั้น แกนนำในการปฏิวัติที่แท้จริงคือ ฟิเดล คาสโตร ไม่ใช่พรรคคอมมิวนิสต์  จำรวนชาวคิวบาที่เป็น "ผู้นิยมคาสโตร" (castrist) มีมากกว่า "ผู้นิยมคอมมิวนิสต์" เสียอีก

 

                 ในปัจจุบันได้มีการส่งเสริมลัทธิบูชาตัวบุคคลของฟิเดล คาสโตรทั่งทั้งสังคมคิวบา นับตั้งแต่เยาวชนรุ่นเล็กจนถึงประชาชนทั่วไป ทุกคนจะได้รับการอบรมให้เคารพยกย่องฟิเดล คาสโตร เหมือนกับที่ชาวีนเคยคลั่งไคล้ประธานเหมาเจ๋อตุง หรือชาวเวียตนามเคารพรักโฮจิมินห์ หรือชาวเกาหลีเหนือศรัทธาคิมอิลซุง  มีบทเพลงชื่อ "ทุกคนร่วมกับฟิเดล" (Todos con Fidel)  เป็นที่นิยมร้องกันไปทั่ว  สถานที่หรือสิ่งของที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวประวัติของฟิเดล คาสโตร จะได้รับการยกย่องให้มีความสำคัญต่อชาต เช่ย ค่ายทหารที่มอนกาดา "ศูนย์การศึกษา 26 กรกฎาคม" เป็นต้น นอกจากนั้น โฮเซ่ ฮูเลียน มาร์ตี และเช กูวาร่า ก็ได้รับการยกย่องเป็นวีรบุรุษของชาติเช่นกัน

 

                   การปฏิวัติไปสู่ระบอบคอมมิวนิสต์ของคิวบาประสบผลสำเร็จอย่างดียิ่ง เป็นเพราะการปฏิวัติเริ่มต้นจากการสร้างผู้นำซึ่งเป็นที่ศรัทธาในหมู่ประชาชน แล้วให้ประชาชนปฏิบัติตามคำสั่งของผู้นำ ถ้าการปฏิวัติเริ่มต้นจากการปลูกฝังอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ให้ประชาชนเกิดจิตใต้สำนึกในการปฏิวัตด้วยตนเองแล้ว ก็อาจจะประสบผลสำเร็จช้ามากหรือไม่ประสบผลสำเร็จเลย  

 

 

            อ่านมาถึงบรรทัดนี้แล้วรู้สึกทึ่งในตัวฟิเดล คาสโตร เหมือนกันมั้ย???   ชาวคิวบาศรัทธามากๆเลย มีอำนาจมากกว่าพรรคคอมมิวนิสต์คิวบาซะอีก เอิ๊กๆๆ  ขนาดเปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ ประชาชนยังยินดีเปลี่ยนตาม...

 

 

 

------
เราอาจรู้ในสิ่งที่คนอื่นไม่รู้
เช่นเดียวกับที่ผู้อื่นอาจรู้ในสิ่งที่เราไม่รู้
ดังนั้น --มาแลกเปลี่ยนความรู้-- กันนะคะ
------

 

 

 

ตอนต่อไปเราจะมารู้จักกับผู้นำคนสำคัญทางการเมืองของคิวบากัน

 

 

 

ฝากคำถามนิดนึง

"คิดว่าวัฒนธรรมทางการเมืองของประเทศไทยเป็นเช่นไร และคิดว่ามีโอกาสเกิดเหตุการณ์เหมือนคิวบาหรือไม่"

แหะๆรู้สึกคำถามมันจะไม่นิดหน่อยแระ แอบยาววว อิอิ

 ยังไงก็ลองแสดงความคิดเห็นกันนะค๊า ^O^

Comment

Comment:

Tweet

อยากทราบว่าพอจะมีที่มามั้ยคะ จากหนังสือ อะไรประมาณนี้ค่ะ sad smile

#4 By muunoi (103.7.57.18|124.121.96.78) on 2012-07-27 22:15

อยากให้เหมือนคับ เพราะมันจะเป็นหนทางที่จะเกิดความสงบ ทุกวันนี้ไทรเราตามตูดมะกันเกินไป บูชาวัตถุ เงินเป็นใหญ่ นายทุนคือพระเจ้า ในขณะที่ ชนชั้นล่างไร้ค่า แรงงานถูกเอาเปรียบ เห็นได้ชัดว่าระบบทุนนิยมได้สร้างความแตกต่างของชนชั้นทั้งๆที่เป็นคนเหมือนกัน ระบบสังคมนิยมจะทำให้ทุกคนมีเท่ากัน และเกิดการพึ่งพากันทำให้สังคมเกิดความสงบ ทุนนิยมก็เหมือนพยาธิคับ มาแสวงหากำไรแล้วจากไปหรือไม่ก็สร้างความเสียหายให้ร่างกายแล้วตายไปพร้อมกัน

#3 By เหลืองหางขาว (58.137.170.29) on 2009-04-10 11:08

ตอบคำถาม

ประเทศ ไทยนั้น ก็อาจมียึดติดตัวบุคคล
บ้าง
แต่คงไม่มีเหตุการณ์แบบนั้นหรอก
แค่ปิดสนามบินก็เกินพอแล้ว

#2 By dong=ดอง,โด่ง on 2008-12-12 22:00

ว้าว ความรู้ดีจิงๆ

ส่วนคำถามขออนุญาติไม่ตอบ ใจจิง ไม่อยากให้เหมือนอ่ะนะ