ราอูล โมเดสโตร คาสโตร รุส เกิดเมื่อ13 มิถุนายน 1931 (ตอนนี้ 76 ปี) ในครอบครัวที่พ่อเป็นชาวสเปนโดยกำเนิด  และมีมารดามีเชื้อสายกาลิเชียน บิดาและมารดาของเขามีนามว่านายแองเจล คาสโตรและนางลีนา รุช  ราอูลเป็นลูกคนสุดท้อง เขามีพี่ชายสองคน และพี่สาวน้องสาวอีกสี่คน คือ แองเจลา จวนนิตา เอ็มมา และอกุสตินา  นอกจากนี้เขายังมีพี่น้องที่เกิดจากภรรยาคนแรกของพ่อเขาอีกสองคนคือ ลีเดียและ เปโดร อีมีลีโอ  

         

         ดังเช่นฟีเดลพี่ชาย ราอูลเข้าเรียนที่โรงเรียนเจซัทสกูลที่โคลีจีโอ โดโลเรส  ต่อมาก็ได้เข้าเรียนที่วิทยาลัยคอลิจีโอ เบเลนที่ฮาวานาเหมือนกับพี่ชาย  ซึ่งเขาเรียนด้านสังคมศาสตร์  ต่อมาเขาได้เข้ากลุ่มยุวชนสังคมนิยมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพรรคคอมมิวนิสต์คิวบาที่เอาโซเวียตเป็นแม่แบบ (พรรคประชาสังคมนิยม)  สองพี่น้องได้เข้าร่วมกิจกรรมด้านการเมืองหลายครั้ง  จนในปี 1953 ราอูลในฐานะสมาชิกกลุ่ม 26 กรกฎาคม ได้เข้าร่วมโจมตีค่ายมอนคาดา  ผลจากการโจมตีครั้งนั้นทำให้เขาและพี่ชายต้องใช้ชีวิตอยู่ในคุกถึง 22 เดือน  

          ในปี 1955 สองพี่น้องได้ถูกปล่อยตัวออกมา เขาทั้งคู่ได้เดินทางไปเม็กซิโกเพื่อเตรียมความพร้อมในการกลับมาด้วยเรือที่มีชื่อว่าแกรนมา(ต่อมาได้นำไปเป็นชื่อหนังสือพิมพ์ของคิวบา)ซึ่งเรือดังกล่าวได้ขึ้นฝั่งที่คิวบาเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 1956  ในช่วงนี้เขาได้เป็นเพื่อนกับ  เช กูวารา และเขาได้แนะนำให้เชรู้จักกับฟีเดล  ในตอนที่กลุ่มปฏิวัติของพวกเขามาถึงคิวบา  พวกเขาได้ปฏิบัติการทหารแบบกองโจรจากเทือกเขาเซียรรา เมอรสตรา 

         ในฐานะของหน่วยจู่โจมของกองกำลังปฏิวัติเขาได้ร่วมรบในสงครามที่เทือกเขาเซียร์รา เมรสตรา  และในวันที่  27 กุมภาพันธ์ 1958 เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการ และได้ถูกส่งไปเพื่อเปิดพื้นที่โดยผ่านเมืองโอเรียนเต่เก่าเพื่อเปิดการจู่โจมแบบกองโจรในเขตภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือที่เรียกว่า แฟรงค์  เปอิสแนวร่วมด้านตะวันออก  เขามรหน้าที่ดูแลภาพรวมบันทึกการประหารหน่วยทหารที่จงรักภักดีต่อฟูเจนซิโอ  บาติสตาและท้ายที่สุดกองกำลังของเขาก็ได้จบอำนาจผู้นำเผด็จการบาติสตาลงได้ในปี  1959


      

เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากชัยชนะในปี 1959 ราอูลได้แต่งงานกับนาง วิลมา  เอสปิน  กูยลิออส อดีตนักศึกษาวิศวกรรมเคมีจากเอ็มไอทีและเธอยังเป็นทหารผ่านศึกของการปฏิวัติผู้ซึ่งในปี 1960 ได้กลายเป็นประธานสหพันธ์สตรีแห่งคิวบา  เธอกับราอูลมีบุตรด้วยกันรวมทั้งสิ้นสี่คน เป็นหญิงสามคนคือ เดโบร่า มาเรียร่า และ นิลซา ส่วนชายอีกหนึ่งคนมีชื่อว่า อเลยานโดร  ภรรยาของราอูลเสียชีวิตในวันที่ 18 มิถุนายน 2007

ในช่วงการให้สัมภาษณ์ที่มีขึ้นในปี 2006 ในช่วงที่เขารักษาการในตำแหน่งผู้นำคิวบา เขาได้กล่าวถึงเรื่องของเขาว่า "เขาไม่คุ้นเคยกับการปรากฎตัวในที่สาธารณะบ่อยครั้ง  ยกเว้นเมื่อถึงคราวจำเป็นเท่านั้น   ผมได้พินิจพิเคราะห์อย่างรอบครอบแล้ว มันคือวิถีของผม และต่อๆไปผมจะบอกให้ชัดเจนว่า ผมกำลังคิดที่จำทำเช่นนั้นต่อไป"


การเข้ามามีบทบาทในตำแหน่งรักษาการผู้นำของประเทศคิวบาแทนพี่ชายเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31  กรกฎาคม 2006 ซึ่งในตอนนั้นเลขาส่วนตัวของฟิเดล นายคาลอส เวเลนเซียกา ได้ประกาศในโทรทัศน์ของรัฐบาลว่าฟีเดล  คาสโตรได้ส่งมอบภาระหน้าที่ประธานาธิบดี  เลขาธิการพรรคคอมมิวนส์แห่งคิวบา และผู้นำเหล่าทัพแห่งคิวบาให้กับราอูลรักษาการแทนในขณะเข้าพักรักษาตัวจากการผ่าตัด
       
         หลายคนมองว่าเขาเป็นคนยืดหยุ่นกว่าพี่ชายและอาจจะนำเอานโยบายเศรษฐกิจเสรีไปใช้  และเขายังชอบระบบการเมืองและเศรษฐกิจที่ประเทศจีนใช้อยู่ในขณะนี้ด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ในยุคหลังสงครามเย็นเขาก็เป็นผู้นำเสนอรูปแบบตลาดการเกษตรทำให้ประเทศมีผลผลิตมากเพียงพอต่อความต้องการ  ราอูลดูจะมีความเป็นผู้นำน้อยกว่าพี่ชายแม้ในช่วงเปลี่ยนถ่ายอำนาจก็ตาม  การปรากฎตัวต่อสาธารณะชนน้อยครั้งทำให้ยังเห็นบทบาทในฐานะของผู้นำของเขาน้อยมาก ที่ผ่านมาก็มีเพียงการเป็นเจ้าภาพการจัดการประชุมกลุ่มไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดในช่วงเดือนกันยายนปี 2006 และเป็นผู้นำการรำลึกการครบรอบห้าสิบปีของการขึ้นฝั่งของเรือแกรนมาและยังเป็นการฉลองวันเกิดครบรอบแปดสิบปีของฟีเดลด้วย

         และในการให้โอวาทต่อนักศึกษามหาวิทยาลัย  ราอูลได้กล่าวว่าระบบคอมมิวนิสต์แห่งคิวบาจะยังคงอยู่ต่อไป และ"ฟีเดลนั้นไม่มีใครแทนที่เขาได้  ยกเว้นเราต้องเปลี่ยนเขาด้วยกัน"
ในวันที่ 1 เมษายน ราอูลเป็นผู้นำฉลองวันแรงงานในฮาวานา  ซึ่งในวันนั้นมีประชาชนรวมตัวฉลองงานดังกล่าวกว่าล้านคนโดยงานดังกล่าวมีตัวแทนจาก 225 องค์กร และ 52 ประเทศเข้าร่วมงานดังกล่าว
 

            และในวันที่  19 กุมภาพันธ์ 2008 ฟีเดล  คาสโตรได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้นำสูงสุดของคิวบาที่เขาครอบครองมาเกือบห้าทศวรรษ  การลาออกของเขาทำให้ผู้ที่ชื่นชอบเขาต้องใจหายมิใช่น้อย  แต่สำหรับฝ่ายแค้นโดยเฉพาะอเมริกาคู่กัดตลอดการของเขาต้องดีใจเป็นที่สุด  เพราะอเมริกาต้องใช้ผู้นำถึงเก้าคนด้วยกันตลอดระยะที่ผู้นำที่แข็งกร้าวผู้นี้อยู่ในอำนาจ  ต่อมาในวันที่  24 กุมภาพันธ์ 2008 ที่ผ่านมา รัฐสภาของคิวบาที่ใครๆ(อเมริกา)เรียกว่าสภาตรายางได้เลือกนายราอูล คาสโตรเป็นประธานาธิบดีแห่งคิวบา และหลังจากการแต่งตั้งแล้วราอูลก็ได้กล่าวสุนทรพจน์ในการเข้ารับตำแหน่งดังกล่าวเพียงสั้นๆเท่านั้น  ล่าสุดลูกสาวของฟีเดลได้ให้สัมภาษณ์กับซีเอ็นเอ็นว่าพ่อของเธอยังคงไม่ละทิ้งการเมือง อลินา เฟอร์นันเดสได้กล่าวว่า "เขายังคงอยู่เบื้องหลังฉากแต่ราอูลจะเป็นผู้ตัดสินใจ" "ไม่มีข้อกังขาใดๆ"
         
          แม้จะเป็นเบอร์สอง ราอูล  ตาสโตร  รูชก็ได้เป็นเบอร์สองในทุกๆตำแหน่งสูงสุดของประเทศคิวบา  ไม่ว่าจะเป็นรองเลขาธิการพรรคนับตั้งแต่ก่อตั้งคือเมื่อเดือน ตุลคม ปี 1965 เป็นรองประธานคนแรกของสภาแห่งรัฐคิวบา  รัฐสภาแห่งอำนาจประชน และสภาคณะรัฐมนตรีนับตั้งแต่สถาบันเหล่านี้ก่อตั้งด้วยเช่นกัน(ก่อตั้งเมื่อปี 1976 ) นอกจากนี้เขายังมรตำตำแหน่งเป็นผู้นำกองทัพอีกด้วยด้วย  แม้เขาจะอยู่ใต้เงาของพี่ชายมาตลอดนับตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการต่อสู้  แต่อย่าลืมว่าทุกๆเหตุการณ์ที่ผ่านมามีเขาอยู่ด้วยตลอดทั้้งในที่มืดและที่สว่าง  แม้เขาอาจจะไม่ใช่ผู้ที่มีคุณลักษณะเป็นผู้นำที่โดดเด่นเหมือนกับพี่ชายของเขาซึ่งเป็นระดับตำนานที่มีชีวิตอยู่ไปแล้ว  เขาก็สามารถกล่าวได้ว่าเป็นตำนานอีกคนหนึ่งได้อย่างไม่อายใครแน่นอน  ในแทบทุกเหตุการณ์ยังมีวีรบุรุษและสตรีอีกมากมายที่ประวัติศาสตร์ไม่ได้กล่าวถึงพวกเขา  แต่ก็ไม่มีใครปฏิเสธว่ามีพวกเขาอยู่จริง ฉันใดก็ฉันนั้น  การเป็นผู้นำของประเทศที่มีอดีตผู้นำที่โดดเด่นอย่างคิวบาและยังเป็นไม้เบื่อไม้เมากับสหรัฐฯด้วยแล้ว การนำพาประเทศนี้ให้ตลอดรอดฝั่งจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายเขาไม่น้อยทีเดียว